แรงงาน Food Science ขาดแคลน ความจริงที่ต้องการทางออก เพื่อพัฒนา ‘อุตสาหกรรมอาหารของไทย’ อย่างยั่งยืน

share to:

Facebook
Twitter

จากการศึกษาของทีมวิจัย Big Data สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) พบว่าตลาดแรงงานด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีการอาหาร หรือ แรงงาน Food Science ยังไม่แสดงสัญญาณการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่จำนวนตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นยังต่ำกว่าจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ในแต่ละปี

นอกจากนี้ความนิยมของผู้เรียนยังมีแนวโน้มลดลง โดยสาเหตุบางส่วนเกิดจากระดับค่าตอบแทนเริ่มต้นที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งสะท้อนโครงสร้างอุตสาหกรรมอาหารที่มีผู้ประกอบการรายย่อยเป็นสัดส่วนสูง แม้ในระดับประเทศยังไม่พบภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรงในวงกว้าง แต่เมื่อพิจารณาแยกตามภูมิภาค จะพบว่าบางพื้นที่อาจมีความเสี่ยงขาดแคลนแรงงานเฉพาะด้านได้ในระดับหนึ่ง
ทั้งที่ อุตสาหกรรมอาหารทั้งอาหารสำหรับคนและอาหารสัตว์เป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศไทย การพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวให้มีขีดความสามารถสูงขึ้นต้องอาศัยการวิจัย และพัฒนาตลอดจนการพัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร (Food Science) ซึ่งที่ผ่านมา มีสมมติฐานว่าอุตสาหกรรมนี้มีความต้องการแรงงานจำนวนมาก แต่จำนวนผู้สนใจเข้าศึกษาต่อในด้านนี้มีไม่มาก ทำให้เกิดการขาดแคลน แรงงาน Food Science บทความนี้มุ่งวิเคราะห์บนฐานข้อมูลเพื่อตรวจสอบความสมเหตุสมผลของสมมติฐานดังกล่าว

คนเรียน Food Science ลดฮวบต่อเนื่อง
ผู้สำเร็จการศึกษาของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระหว่างปี 2564–2568 พบว่า จำนวนผู้จบการศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอาหาร ลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยตัวเลขปรับลดจาก 4,015 คนในปี 2564 เหลือเพียง 3,389 คนในปี 2568 คิดเป็นสัดส่วนลดลง -15.6% ในช่วงเวลาดังกล่าว หรือลดลงจากสัดส่วน 1.21% เหลือ 1.07% เมื่อเทียบกับสาขาอื่นๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มจำนวนผู้เข้าเรียนในสาขา Food Science ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และในบางพื้นที่สถานการณ์รุนแรงจนทำให้หลายมหาวิทยาลัยต้องยุบ หรือหยุดเปิดสอนสาขานี้ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏที่เผชิญปัญหาจำนวนผู้สมัครต่ำต่อเนื่องจนอาจไม่สามารถเปิดการเรียนการสอนได้ในบางปี

อาชีพ Food Science ไม่ตายแต่ไม่โต
แม้ว่าผลการสำรวจความต้องการบุคลากรทักษะสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมาย พ.ศ. 2568–2570 ของ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และบริษัท ไอริส คอนซัลติ้ง จำกัด จะประเมินว่าอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร และอาหารแห่งอนาคตมีความต้องการแรงงานสูงกว่า 47,579 ตำแหน่งในระยะ 5 ปีข้างหน้า ซึ่งสะท้อนทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตอาหารเชิงเทคโนโลยีและความต้องการทักษะเชิงลึกทั้งด้านกระบวนการผลิต มาตรฐานความปลอดภัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และการตลาดอาหาร แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลเชิงประจักษ์จากตลาดแรงงานจริง จากการประกาศหางานออนไลน์กลับพบว่าความต้องการแรงงานในสาขาวิชา Food Science ยังไม่ได้ขยายตัวตามที่คาดการณ์ไว้

ข้อมูลจาก “โครงการพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Large Language Models (LLMs) เพื่อการใช้ประโยชน์ในการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงฯ” ที่ทีมวิจัย Big Data ทีดีอาร์ไอ ซึ่งได้รับการสนับสนุนการวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริมววน.) ผ่านหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ที่ได้รวบรวมข้อมูลประกาศรับสมัครงานออนไลน์จากกว่า 23 เว็บไซต์ทั่วประเทศ พบว่า แม้อุตสาหกรรมอาหารจะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ และเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญตามกรอบ S-Curve (อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร) และ BCG (เกษตรและอาหาร) แต่เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงความต้องการแรงงานในสาขาการศึกษาด้าน Food Science ระหว่างไตรมาสที่ 3 ปี 2567 ถึงไตรมาสที่ 3 ปี 2568 จะพบว่าภาพรวมของตลาดแรงงานยังไม่สะท้อนการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในส่วนของตำแหน่งงานที่ต้องการผู้จบสาขา Food Science และจำนวนงานในอุตสาหกรรมเป้าหมายดังกล่าว สะท้อนว่าความต้องการแรงงานของภาคเอกชนในช่วงเวลาดังกล่าวยังเคลื่อนไหวในระดับทรงตัวมากกว่าการเติบโตอย่างชัดเจน

โดยจำนวนสาขาวิชาที่ถูกระบุในประกาศหางานไตรมาส 3 ปี 2567 และ 2568 พบว่าภาพรวมประกาศงานทั้งหมดลดลงเล็กน้อยที่ –3.37% ในขณะที่สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร เพิ่มขึ้น 3.11% ขณะที่สาขาการศึกษาอื่นๆ หดตัวลดลงที่ -3.37% อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของความต้องการในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารยังไม่สามารถตีความได้ว่ามีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในหลักไม่กี่สิบคนต่อปี ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากความผันผวนตามปกติ
ส่วนจำนวนประกาศงานจำแนกตามอุตสาหกรรม S-CURVE และ BCG ในไตรมาส 3 ปี 2567 และ 2568 พบว่าอุตสาหกรรมอาหารทั้งในกลุ่มการแปรรูปอาหาร (S-CURVE) และกลุ่มเกษตรและอาหาร (BCG) มีการลดลง -6.33% และ -6.83% ตามลำดับ แม้อัตราการลดลงจะน้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่นในกลุ่มเดียวกัน แต่อุตสาหกรรมอาหารโดยรวมก็ยังคงเผชิญภาวะการปรับตัวลดลงเช่นเดียวกับตลาดแรงงานภาพรวม

 

งานยาก เรียนหนัก ค่าตอบแทนน้อย
การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร (Food Science) รวมถึงสาขาที่เกี่ยวข้องมีระดับความยากพอสมควร เนื่องจากเป็นสาขาที่ต้องอาศัยพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์หลายแขนง ทั้งเคมี ชีววิทยา จุลชีววิทยา และเทคโนโลยีการแปรรูปอาหาร ทำให้นักศึกษาจำเป็นต้องมีความเข้าใจเชิงลึกและทักษะปฏิบัติการที่เข้มข้น โดยเฉพาะในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏที่มักรับนักเรียนสายศิลป์เข้าเรียน ส่งผลให้ผู้เรียนจำนวนไม่น้อยขาดพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จำเป็น ทำให้เผชิญความยากลำบากในการเรียนรายวิชาหลัก และนำไปสู่อัตราการเรียนไม่จบที่สูงกว่ากลุ่มสถาบันอื่นอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ค่าตอบแทนในสายงานกลับน้อยสวนทางกับระดับความยากของหลักสูตร โดยข้อมูลจาก MyTcas ระบุว่าสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารมีค่ามัธยฐานเงินเดือนอยู่เพียงราว 15,000–20,000 บาท ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับหลายสาขาวิชาอื่น เช่น สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้าที่มีค่ามัธยฐานเงินเดือนอยู่ช่วง 17,000-25,000 บาท และสาขาวิชาเคมีที่ช่วง 17,000-23,000 บาท

และหากเทียบกับสาขาอื่นในมหาวิทยาลัยเดียวกัน จะพบว่าผู้สำเร็จการศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารมักมีระดับค่าตอบแทนเริ่มต้นต่ำกว่าสาขาวิศวกรรมศาสตร์และสาขาวิทยาศาสตร์ประยุกต์อื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ แม้จะเรียนในสถาบันเดียวกันก็ตาม ซึ่งระดับค่าตอบแทนเริ่มต้นที่ต่ำเช่นนี้เอง น่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้เรียนจำนวนมากหันไปเลือกศึกษาสาขาอื่นที่มีผลตอบแทนทางอาชีพสูงกว่าแทน ขณะเดียวกันก็อาจตั้งคำถามได้ว่าค่าตอบแทนที่ต่ำนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาที่มีมากกว่าความต้องการแรงงานหรือไม่?
โครงสร้างของอุตสาหกรรมการผลิตอาหารในประเทศไทยมีลักษณะที่ส่งผลต่อระดับค่าตอบแทนของแรงงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารอย่างมีนัยสำคัญ ในภาพที่ 5 ซึ่งเป็นข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่า ผู้ประกอบการในหมวดอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็กมาก (Micro Enterprise) สูงถึง 125,679 ราย หรือคิดเป็นกว่า 87.10% ของกิจการทั้งหมดในกลุ่มนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น เช่น อุตสาหกรรมการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า ซึ่งมีสัดส่วนธุรกิจขนาด Micro เพียง 49.22% หรือ อุตสาหกรรมก่อสร้าง ที่ 62.34% จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า อุตสาหกรรมผลิตอาหารมีสัดส่วนธุรกิจรายย่อยสูงกว่ามาก โครงสร้างเช่นนี้ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและความสามารถในการจ้างแรงงานทักษะสูง ส่งผลให้ระดับค่าตอบแทนในสาขา Food Science อยู่ในระดับที่ไม่สูง

จากผลการวิเคราะห์ คณะผู้วิจัยมีความเชื่อจากข้อมูลเชิงประจักษ์ทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วว่า ตลาดแรงงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร (Food Science) ยังไม่เข้าขั้น “ขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรงหรือเด่นชัด” หากแต่ปัญหาหลักเกิดจากศักยภาพ และกำลังการจ้างงานของอุตสาหกรรมอาหารไทยที่ยังไม่เพียงพอ ส่งผลให้ระดับค่าตอบแทนอยู่ในระดับไม่ดึงดูดใจ จึงทำให้จำนวนผู้เลือกเรียนสาขา Food Science ลดลงตามไปด้วย

3 แนวทาง แก้ปัญหา แรงงาน Food Science ขาดแคลน
ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ตรงจุดไม่ใช่การเพิ่มจำนวนผู้เรียนเพียงอย่างเดียว แต่คือการยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อให้เกิดความต้องการแรงงานทักษะสูงมากขึ้นและสามารถให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมได้ โดยคณะผู้วิจัยมีข้อเสนอเชิงนโยบายดังนี้
1. สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อเพิ่มรายได้และประสิทธิภาพการผลิต
ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร (GMP/HACCP) การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ และเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพ ผ่านโครงการสนับสนุนต้นทุน การให้คำปรึกษาเชิงเทคนิค และศูนย์บริการร่วม (Shared Facilities) ในภูมิภาคต่างๆ การยกระดับความสามารถของรายย่อยจะช่วยให้ผลิตภาพดีขึ้น ต้นทุนลดลง และรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลต่อความสามารถของอุตสาหกรรมในการจ้างแรงงานทักษะสูงด้าน Food Science มากขึ้น
2. ส่งเสริมการทำ R&D และการขยับจากการรับจ้างผลิตสู่การสร้างแบรนด์ของตนเอง
โดยภาครัฐควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ R&D เพื่อสร้างสินค้าใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งผลักดันให้ธุรกิจขยับจากการรับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่การสร้างแบรนด์ของตนเอง เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและมูลค่าทางเศรษฐกิจของสินค้า เมื่อรายย่อยสามารถสร้าง Value Added ได้มากขึ้น จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมเติบโต ส่งผลให้ความต้องการแรงงานทักษะสูงและค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นในระยะยาว
3. พัฒนาโครงการเชื่อมโยงแรงงานสู่ภูมิภาค
โดยจัดทำโครงการจับคู่แรงงานสาขา Food Science กับสถานประกอบการในต่างจังหวัด โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานท้องถิ่น และสถานประกอบการ เพื่อส่งเสริมการเคลื่อนย้ายแรงงานคุณภาพจากพื้นที่ส่วนกลางสู่จังหวัดที่มีความต้องการสูง ผ่านการจัด Job Matching และโครงการฝึกงานระยะยาว การดำเนินโครงการลักษณะนี้จะช่วยลดความเสี่ยงขาดแคลนแรงงานในภูมิภาค และกระจายกำลังคนไปยังพื้นที่ที่กำลังเติบโตในอุตสาหกรรมอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ที่มาภาพ/ข้อมูล : https://www.salika.co/2025/12/27/food-science-human-force-shortage/