2026 Sustainability Roadmap: จากคำมั่นสัญญา สู่การลงมือทำจริง (Net Zero in Action)
เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนธันวาคมปี 2025 และกำลังจะเข้าสู่ปี 2026 ประเด็นเรื่องความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียง “ทางเลือก” หรือ “ภาพลักษณ์” ขององค์กรอีกต่อไป แต่มันได้กลายเป็น “เงื่อนไขในการอยู่รอด” ของเศรษฐกิจไทยและโลก ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น หัวใจสำคัญของปี 2026 คือการเปลี่ยนผ่านจากระดับนโยบาย (Policy) สู่การปฏิบัติที่วัดผลได้จริง (ActionABLE Goals)
1. บริบทของไทยภายใต้แผน NDC 3.0 และกฎหมายโลกร้อน
ประเทศไทยได้ยกระดับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก (Nationally Determined Contributions: NDC) เป็น 30-40% ภายในปี 2030 ซึ่งหมายความว่าปี 2026 คือ “โค้งสุดท้าย” ของการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน
- ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: ปี 2026 จะเป็นปีที่ภาคธุรกิจไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับ “คาร์บอนเครดิตภาคบังคับ” และการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Reporting) ที่จะเข้มงวดขึ้น
- Carbon Tax (ภาษีคาร์บอน): กรมสรรพสามิตเริ่มผลักดันภาษีคาร์บอนในภาคพลังงานและขนส่ง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินงานของธุรกิจที่ยังพึ่งพาฟอสซิล
2. พลังงานสะอาดและเทคโนโลยี: หัวใจของการลงมือทำจริง
การจะบรรลุ Net Zero ได้นั้น ภาคส่วนที่สำคัญที่สุดคือ “พลังงาน” ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด
- Decarbonization of Power Grid: การขยายตัวของพลังงานหมุนเวียน (Solar, Wind) และการใช้ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) เพื่อสร้างเสถียรภาพ
- Smart Mobility: การเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปสู่ Fleet รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภาคขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งจะช่วยลด Carbon Footprint ขององค์กรได้อย่างมีนัยสำคัญ
- Climate Tech: การนำ AI มาใช้บริหารจัดการพลังงานในอาคารและโรงงานเพื่อลดการสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์
3. กลไกการเงินสีเขียว (Green Finance)
ในปี 2026 การเข้าถึงแหล่งเงินทุนจะขึ้นอยู่กับ ESG Score ธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินพาณิชย์ได้นำระบบ Thailand Taxonomy มาใช้จัดกลุ่มกิจกรรมเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
“Green Loan จะมีอัตราดอกเบี้ยที่จูงใจมากกว่า ในขณะที่ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวอาจต้องเผชิญกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น หรือการถูกปฏิเสธสินเชื่อ (Divestment)”
สรุป: กลยุทธ์ 3 ขา (Three-Pillars Strategy) สำหรับปี 2026
เพื่อให้ Roadmap นี้เกิดขึ้นจริง ภาคธุรกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องยึดหลัก 3 ประการ:
- Measurement (การวัดผล): หากวัดผลไม่ได้ ก็จัดการไม่ได้ องค์กรต้องมีระบบ Digital Tracking สำหรับเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แม่นยำ
- Transformation (การปรับเปลี่ยน): เลิกใช้โมเดลแบบ Linear (Take-Make-Dispose) แล้วเปลี่ยนเป็น BCG Model ที่เน้นความหมุนเวียนและชีวภาพ
- Collaboration (ความร่วมมือ): Net Zero ไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมือตลอด Supply Chain ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบจนถึงผู้บริโภค
แหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ (References):
- กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE): ข้อมูลความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแผน NDC 3.0 ของประเทศไทย
- ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT): รายละเอียดเกี่ยวกับ Thailand Taxonomy และแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมของสถาบันการเงิน
- สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (EPPO): แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ฉบับล่าสุดที่เน้นสัดส่วนพลังงานสะอาด
- International Energy Agency (IEA): รายงาน “Net Zero Roadmap: A Global Pathway to Keep the 1.5 °C Goal in Reach” สำหรับแนวทางปฏิบัติระดับสากล
- สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.): ข้อมูลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน BCG Model
“เศรษฐกิจไทยปี 2569: มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก้าวทันโลก พร้อมทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน”

ที่มาภาพ/ข้อมูล อ่านบทความทั้งหมดได้ที่ : https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/471898


